ปัจจุบันโลกเราร้อนขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน     การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ (solar radiation) จะมาถึงตัวเราได้มากขึ้น โดยประกอบด้วยรังสีต่างๆ 3 ช่วงด้วยกันคือ

1.รังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV):ทำให้สีซีดจาง และทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ มีความยาวคลื่น 100-400 นาโนเมตร คิดเป็น 5% ของแสงแดด เป็นแสงในช่วงที่ดวงตามนุษย์มองไม่เห็นแต่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุด

-UVA(ความยาวคลื่น 315-400 นาโนเมตร) ทำให้เซลล์ผิวและเนื้อเยื่อเสื่อมสภาพ ,เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น

-UVB (ความยาวคลื่น  280-315 นาโนเมตร) ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมแดด แสบร้อนพุพองได้ และเพิ่มโอกาสมะเร็งผิวหนังได้

-UVC(ความยาวคลื่นในช่วง 200-280 นาโนเมตร) เป็นรังสีที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ (มะเร็งผิวหนัง) และสามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวภายในเวลาไม่กี่นาที  ปัจจุบันชั้นโอโซนในบรรยากาศกำลังถูกทำลายมากขึ้น จึงทำให้รังสีชนิดนี้อาจทะลุผ่านลงมาสู่พื้นผิวโลกมากขี้น และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

  • แต่สำหรับรังสี UVAเป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำกว่า รังสี UVB และ UVCแต่สามารถทะลุผ่านกระจกตา เข้าไปสู่เลนส์ตา และจอตาได้  ซึ่งการรับรังสีชนิดนี้เป็นปริมาณมากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดต้อกระจก และมีผลต่อการเกิดจุดรับภาพที่จอประสาทตาเสื่อมได้ด้วยเช่นกัน

2.รังสีแสงที่มนุษย์มองเห็น คือ แสงสว่าง (visible light) ช่วยให้เกิดการมองเห็นวัตถุ หรือที่เรียกว่าแสงขาว คิดเป็น 50% ของแสงแดด มีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร สามารถจำแนกได้เป็น 7 สีตามสีรุ้งนั่นเอง

3.รังสีอินฟราเรด(Infrared)ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวหนัง คิดเป็น 45%ของแสงแดด มีความยาวเคลื่อนตั้งแต่ 700 นาโนเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงตามนุษย์มองไม่เห็น

  • ดวงตาเราคิดเป็น 2% ของพื้นที่ผิวทั่งร่างกาย ดังนั้นเพื่อปกป้องดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะบอบบางให้ปลอดภัยจากอันตรายภายนอกรวมทั้งแสงแดด ดวงตาของเราจึงถูกสร้างให้ถูกห่อหุ้มด้วยกระดูกเบ้าตา มีเปลือกตาขนคิ้วขนตาเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้การหดแคบลงของรูม่านตา การหลับตา หรือหรี่ตาก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยปกป้องดวงตาตามธรรมชาติเมื่อถูกกระตุ้นโดยแสงแดดดังกล่าว

แสงแดดเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างไร?

เปลือกตา มีความเปลี่ยนของสีผิว จุดด่างดำ ริ้วรอย รอบดวงตา และมีรายงานพบมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาบางชนิดเช่น basal cell carcinoma , squamous cell carcinoma, malignant carcinoma

เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเนื้อเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดขอบตาดำ เรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคือง จากลม ฝุ่น รังสียูวี ซึ่งถ้าหากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำ จะเรียกว่าต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงที่จะทำให้เกิดความสวยไม่งาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

กระจกตา ถ้ามีการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา จะทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักเกิดอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากได้รับรังสียูวีปริมาณมาก เช่น แสงสะท้อนจากหิมะ , ทรายตามชายหาด ,  ผิวน้ำ หรือรังสียูวีจากการเชื่อมโลหะ อ๊อกเหล็ก ซึ่งภาวะเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยการใส่แว่นกันแดด

เลนส์ตา แม้ว่าต้อกระจกจะเกิดจารการเสื่อมตามวัย แต่พบว่าการได้รับรังสียูวืทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้นได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงรับแสงแดดโดยตรง

จอตา ในคนหนุ่มสาว เลนส์แก้วตายังใสอยู่ ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตา ทำให้เกิดจอตาเสื่อมหรือจุดรับภาพบวมได้

ดังนั้นเรามีวิธีดูแลดวงตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดดังนี้

  1. ควรสวมแว่นกันแดด หมวก ร่มทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูสีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอ และบีได้ 99-100% โดยมีป้ายระบุชัดเจน ทั้งนี้ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวีไม่ได้ขึ้นกับสีหรือความเข้มของเลนส์
  2. หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา
  3. หากไม่จำเป็นควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11 นาฬิกาไปจนถึงบ่าย 3 โมง เนื่องจากเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด
  4. ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here